ระบบติดตามลูกค้าที่ดีควรมีอะไรบ้าง?
คุณสมบัติที่ระบบติดตามลูกค้าสำหรับนักขายอสังหาควรมี ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงขั้นสูง พร้อมวิธีเลือกระบบที่เหมาะกับตัวเอง
ระบบติดตามลูกค้าที่ดีควรมีอะไรบ้าง?

ระบบติดตามลูกค้ามีหลายแบบ ตั้งแต่ฟรีจนถึงหลักหมื่นต่อเดือน
แต่ละระบบมีฟีเจอร์ต่างกัน นักขายหลายคนไม่รู้ว่าต้องการอะไร เลือกไม่ถูก
บทความนี้จะอธิบายว่าฟีเจอร์ไหน “ต้องมี” ไหน “มีก็ดี” และไหน “ไม่จำเป็น” สำหรับนักขายอสังหา
ฟีเจอร์ที่ “ต้องมี” (Essential)
1. การจัดการข้อมูลลูกค้า (Contact Management)
ต้องทำได้:
- บันทึกชื่อ เบอร์ LINE อีเมล
- บันทึกความต้องการ (ประเภท, งบ, ทำเล)
- ค้นหาลูกค้าได้เร็ว
- เพิ่มหมายเหตุได้
ทำไมสำคัญ: ข้อมูลลูกค้าคือหัวใจของการขาย ถ้าหาข้อมูลไม่เจอ = ติดตามไม่ได้
2. Reminder / แจ้งเตือน
ต้องทำได้:
- ตั้งวันที่ต้องติดตาม
- แจ้งเตือนอัตโนมัติ (Push notification / Email)
- ดูรายการที่ต้องติดตามวันนี้
ทำไมสำคัญ: ลูกค้าหลุดเพราะ “ลืมติดตาม” มากที่สุด Reminder ช่วยแก้ปัญหานี้
3. Pipeline / Kanban Board
ต้องทำได้:
- แบ่งลูกค้าเป็น Stage (ใหม่, สนใจ, เจรจา, ปิดแล้ว)
- ลาก-วางลูกค้าระหว่าง Stage
- เห็นภาพรวมว่าแต่ละ Stage มีกี่คน
ทำไมสำคัญ: Pipeline ช่วยให้เห็นภาพรวม รู้ว่าใครต้องเร่งติดตาม
4. ประวัติการติดต่อ (Activity Log)
ต้องทำได้:
- บันทึกทุกการติดต่อ (โทร, LINE, พบตัว)
- ดูประวัติย้อนหลังได้
- รู้ว่าคุยอะไรไปบ้าง
ทำไมสำคัญ: ลูกค้าโทรมา ต้องจำได้ว่าคุยอะไรไป ถ้าจำไม่ได้ = เสียความน่าเชื่อถือ
5. ใช้บนมือถือได้ (Mobile Access)
ต้องทำได้:
- เปิดดูข้อมูลบนมือถือได้
- บันทึกข้อมูลได้ขณะอยู่หน้างาน
- รับ notification บนมือถือ
ทำไมสำคัญ: นักขายอสังหาอยู่นอกออฟฟิศบ่อย ต้องเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่

ฟีเจอร์ที่ “มีก็ดี” (Nice to Have)
6. รายงาน / Dashboard
ประโยชน์:
- ดูสถิติประจำเดือน (ลูกค้าใหม่, ปิดได้กี่ deal)
- วิเคราะห์ว่าลูกค้าหลุดตรงไหน
- วัดผลการทำงาน
7. Import/Export ข้อมูล
ประโยชน์:
- ย้ายข้อมูลจาก Excel เข้าระบบได้
- Export ข้อมูลออกมา backup
8. การแบ่งทีม / สิทธิ์
ประโยชน์:
- แบ่งลูกค้าให้แต่ละคนในทีม
- หัวหน้าดูรายงานรวมได้
- กำหนดสิทธิ์การเข้าถึง
9. การเชื่อมต่อ LINE OA
ประโยชน์:
- ส่งข้อความจากระบบได้เลย
- ดูประวัติ LINE ในระบบ
- Template ข้อความ
10. Lead Scoring
Lead Scoring = ระบบให้คะแนนลูกค้าอัตโนมัติ
ประโยชน์:
- รู้ว่าใครน่าจะปิดได้ก่อน
- จัดลำดับความสำคัญโดยไม่ต้องเดา
- โฟกัสเวลาไปกับคนที่พร้อมซื้อจริง
ฟีเจอร์ที่ “ไม่จำเป็น” สำหรับนักขายรายย่อย
11. Marketing Automation
- ส่ง Email อัตโนมัติ
- Drip Campaign
- Lead Nurturing
→ เหมาะกับองค์กรใหญ่มากกว่า
12. Forecasting ขั้นสูง
- คาดการณ์ยอดขายด้วย AI
- Pipeline Velocity
→ เหมาะกับทีมขายใหญ่
13. Workflow Automation ซับซ้อน
- สร้าง Rule ซับซ้อน
- เชื่อมต่อหลายระบบ
→ ใช้งานยาก ไม่คุ้มสำหรับทีมเล็ก
สรุป: Checklist เลือกระบบ

สำหรับนักขายเดี่ยว (Solo)
ต้องมี: ✅ จัดการข้อมูลลูกค้า ✅ Reminder ✅ Pipeline ✅ ประวัติการติดต่อ ✅ ใช้บนมือถือ มีก็ดี:
- รายงานพื้นฐาน
- Import/Export
สำหรับทีม (2-10 คน)
ต้องมี: ✅ ทุกอย่างของ Solo ✅ แบ่งลูกค้าให้ทีม ✅ รายงานรวม มีก็ดี:
- สิทธิ์การเข้าถึง
- LINE OA Integration
วิธีเลือกระบบที่เหมาะ
Step 1: กำหนดงบ
| ราคา | ระบบ |
|---|---|
| ฟรี | Notion, Google Sheets |
| หลักร้อย/เดือน | CRM เฉพาะทาง (Kaipung) |
| หลักพัน/เดือน | Enterprise CRM (Salesforce) |
Step 2: ลองใช้จริง
- ใช้ Trial ก่อน
- ใส่ข้อมูลจริง 10-20 คน
- ดูว่าใช้งานง่ายไหม
Step 3: ถามตัวเอง
- หาข้อมูลลูกค้าได้เร็วไหม?
- ตั้ง Reminder ง่ายไหม?
- ใช้บนมือถือสะดวกไหม?
- เห็น Pipeline ชัดเจนไหม?
ถ้าตอบ “ใช่” ทุกข้อ = ระบบนั้นใช้ได้
สรุป
ระบบติดตามลูกค้าที่ดีไม่ต้องมีฟีเจอร์เยอะ แค่ต้องมีฟีเจอร์ที่ “ใช้จริง”
ฟีเจอร์ที่ต้องมี:
- จัดการข้อมูลลูกค้า
- Reminder
- Pipeline
- ประวัติการติดต่อ
- ใช้บนมือถือได้
เลือกระบบที่ตรงกับความต้องการ ไม่ต้องแพงที่สุด แค่ใช้งานง่ายและครบ
บทความที่เกี่ยวข้อง
- CRM คืออะไร? ระบบจัดการลูกค้าสำหรับนักขายอสังหา
- Sales Pipeline คืออะไร? ทำไมนักขายบ้านต้องมี
- จัดการลูกค้า 50 คนพร้อมกันได้อย่างไร?
- วิธีสร้างระบบจัดการลูกค้าสำหรับนักขายอสังหา
พร้อมลองระบบติดตามลูกค้าที่ออกแบบมาสำหรับนักขายอสังหา?
ครบทุกฟีเจอร์ที่ต้องมี ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน
บทความโดย Kaipung (ขายปัง) - ระบบติดตามลูกค้าสำหรับนักขายอสังหาริมทรัพย์
บทความที่เกี่ยวข้อง
พร้อมเริ่มต้นใช้งาน?
ทดลองใช้ Kaipung ฟรี 14 วัน ยกเลิกก่อนครบไม่เสียค่าใช้จ่าย
เริ่มต้นทดลองใช้ฟรี